พระราชปฐากถาพิเศษ พระราชินี”ซิลเวีย”แห่งประเทศสวีเดนในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ฯ


การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการพิจารณาพิพากษาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561

เรียนฯพณฯ,

ท่านผู้มีเกียรติ,

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ ดิฉันขอแสดงความรู้สึกยินดีกับทุกท่านในการร่วมสัมนาครั้งนี้ สำหรับวาระอันสำคัญต่อไปนี้ ดิฉันขอสนับสนุนถือโอกาสอันสำคัญที่ได้มารวมตัวกันในวันนี้ที่มาแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัย ดิฉันจะขอยกตัวอย่างเมื่อครั้งผมพบกับเด็กหญิงคนหนึ่งในการประชุมการต่อต้าน การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในเชิงพาณิชย์ต่อเด็กระดับโลกครั้งที่สองที่เมืองโยโกฮามา “พระราชินี” เด็กหญิงคนนั้นกล่าวและก้าวออกมาทักทายดิฉันอย่างกล้าหาญ “ขอบพระทัยที่มอบโอกาสและมอบพลังให้แก่พวกเรา”

เสียงพูดของเด็กคนนั้นยังก้องอยู่ในใจดิฉันเสมอมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความหมายของการให้โอกาสอีกครั้งต่อเด็กหญิงหนึ่งคนนี้ สำหรับดิฉันเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของเด็กหญิงคนนั้นและเด็กอีกหลายล้านคนที่เป็นเหยื่อเหมือนเด็กคนนี้ เด็กที่ตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ยังคงเกิดขึ้นและยังมีอยู่สำหรับอาชญากรรมอันโหดร้ายประเภทนี้ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่ไม่มีใครอยากกล่าวถึง ได้กลายเป็นความเงียบหายและยังคงถูกปกปิดซ่อนอยู่ โดยพวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่ทุกคนควรจะให้ความสนใจและการเปิดเผยสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพราะการทำลายความเงียบเป็นสิ่งจำเป็นลำดับแรกที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหานี้ให้ดีขึ้น

ดิฉันขอขอบคุณสำหรับการมอบโอกาสให้ดิฉันมาร่วมแบ่งปันบางประสบการณ์ของตัวดิฉันในการทำงานด้านนี้ โดยดิฉันมีได้เข้าไปเกี่ยวข้องและได้รับคำแนะนำจากบุคคลต่างๆให้ความรู้ในการแก้ปัญหาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ดิฉันขอกล่าวถึง ศาสตราจารย์วิทิต มันตราบูรณ์ ที่เป็นบุคคลแรกที่สร้างความตระหนักของปัญหาการล่วงละเมิดเพศต่อเด็กให้แก่ดิฉัน อย่างไรก็ตามที่สำคัญที่สุดที่ดิฉันได้เรียนรู้มากมายคือจากตัวเด็กเอง

เกือบประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ในปีค.ศ. 1999 ดิฉันก่อตั้งมูลนิธิ เวิลด์ไชล์ดฮูด ขึ้นมา เพื่อต่อสู้ความรุนแรงการล่วงละเมิดทางเพศและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศต่อเด็ก ด้วยแนวทางแบบบูรณาการเราได้มีการคัดแยกและให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่อ่อนแอ  เราช่วยเหลือช่วยป้องกันการล่วงละเมิดโดยการสร้างสภาพแวดล้อมการป้องกันและสร้างความเข้มแข็งให้กับเด็กเพื่อให้เค้าใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวของเค้าเอง ในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินงานนั้นมีการลงทุนไปในเรื่องของการหาแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อระงับ การกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต

องค์กรมูลนิธิช่วยเหลือเด็กของเรามีประวัติความเป็นมาและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยเป็นเวลายาวนาน ซึ่งเป็นประเทศแรกในหลายประเทศที่องค์กรได้เข้ามาทำงานและโครงการ และครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกันนั้นเกิดขึ้นเมื่อปีค.ส. 2001

ในประเทศไทยพวกเราช่วยเหลือเด็กโดยปราศจากความร่วมมือจากของครอบครัวของเด็ก ซึ่งเด็กเหล่านี้อาศัยและทำงานบนท้องถนน เด็กผู้หญิงจึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นเหยื่อของกระบวนการการค้ามนุษย์ แม่ที่เป็นวัยรุ่นและเด็กจึงเคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรง พวกเราเล็งเห็นมาโดยตลอดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัวและการสนับสนุนจากสังคม ที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาและสามารถป้องกันดูแลเด็ก ไม่ต้องออกไปอยู่บนท้องถนน, สถานเด็กกำพร้า และตกไปอยู่ในธุรกิจทางเพศ

ดิฉันจะขอยกตัวอย่างสองตัวอย่าง เมื่อไม่นานมานี้ ดงี้

การร่วมงานกับ Friends International โดยมีวัตถุประสงค์ในการปกป้องและฟื้นฟู เด็กที่อาศัยและทำงานอยู่ตามท้องถนน การทำงานเริ่มจากในกรุงเทพมหานครและในปัจจุบันได้ขยายไปถึงเมืองปอยเป็ด ชายแดนไทยกัมพูชา

ตลอดทั้งโครงการมีเด็กและเยาวชนกว่า 800 คนต่อปีที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อป้องกันเด็กจากการถูกล่วงละเมิด รวมถึงการนำเด็กให้กลับเข้าสู่ครอบครัวโรงเรียนและชุมชนอย่างปลอดภัย นอกจากนั้นมากกว่า 80 องค์กรที่เรียกว่าเป็นตัวแทนในการคุ้มครองเด็กได้รับคำแนะนำเรื่องความรู้ อาสาสมัครเหล่านี้ถูกคัดเลือกมาเพื่อสอดส่องและรับฟังเด็ก รวมทั้งแสวงหาหนทางเพื่อความปลอดภัยของเด็กกลุ่มคนเหล่านี้มาจากคนที่อยู่บนถนน ผู้ขับขี่รถตุ๊กตุ๊กหรือรถสามล้อเครื่องสาธารณะและบุคคลอื่นๆซึ่งถูกฝึกมาให้มีความรู้และมีเครื่องมือที่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิด การสร้างเครือข่ายของกลุ่มคนเหล่านี้สามารถเพิ่มโอกาส ที่จะปกป้องสถานการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กได้ลดความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่เด็กจะถูกคุกคาม

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานในประเทศไทย เราทำงานร่วมกับ มูลนิธิวันสกายในพื้นที่อ.สังขละบุรี เมื่อ มูลนิธิได้เปิดขยายโครงการให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งทำให้เด็กจำนวนหลายร้อยครอบครัว(ประมาณ650 ครอบครัว ) ได้ละทิ้งบุตรหลานจากครอบครัวโดยเชื่อว่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้บุตรหลานของตนจะมีอนาคตที่ดีขึ้น

ในปัจจุบัน โครงการของเรามีการเสนอโครงการแบบบูรณาการ ที่จะช่วยให้ครอบครัวได้อยู่อยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับครอบครัวตัวเด็กเองและชุมชน ส่วนสำคัญของโครงการคือการเตือนให้เด็กและครอบครัวว่าสิ่งใดควรหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศ  เด็กๆจะได้เรียนรู้ถึงคำศัพท์ที่เรียกส่วนต่างๆของร่างกาย พวกเขาได้เรียนรู้ถึงการพูดเกี่ยวกับเรื่องดีและเรื่องไม่ดีที่เป็นความลับ และอะไรควรที่ทำเมื่อมีใครสักคนมาสัมผัสตัวเขาในลักษณะที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งบุคคลที่ไว้ใจได้ที่เด็กจะสามารถขอความช่วยเหลือได้

ขอบคุณสำหรับโครงการนี้ที่ทำให้เด็กสามารถที่จะเข้าใจจนสามารถระบุสถานการณ์ของการถูกล่วงละเมิดและมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเขาไว้ใจมากขึ้น เด็กเป็นจำนวนมากไม่เคยเปิดเผยเรื่องราวที่เขาถูกล่วงละเมิดเพราะเด็กไม่รู้ว่าพวกเขามีสิทธิ์  และไม่ทราบว่าการล่วงละเมิดทางเพศนั้นไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลย โครงการต่างๆเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานของคุณ ซึ่งพวกเรารู้ว่าจะทำอย่างไรให้เพิ่มความตระหนัก  และทำลายความเงียบ ความกลัวของเด็ก สิ่งต่างๆเหล่านี้ จะช่วยสามารถให้กระบวนการตรวจสอบและระบบกฎหมายเข้ามาทำงานได้

ที่ผ่านมา เราได้รับความร่วมมือจากประเทศไทย เป็นเวลายาวนานมาโดยตลอด ขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการเป็นเพื่อนร่วมงานที่เข้มแข็งนี้

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือดิฉัน อยากจะขอแสดงความยินดีสำหรับประเทศไทยในความกล้าหาญในฐานะผู้บุกเบิกที่กล้าหาญ ในการปรับปรุงกฎหมายใหม่ในปี 2015  ซึ่งถือว่าการครอบครองสื่อใดๆที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก เป็นความผิดทางกฎหมาย แต่ยังคงเรียกว่าภาพอนาจารเด็ก นี่ถือเป็นการสร้างมาตรฐานสำคัญและเปิดเวทีสำหรับสร้างความร่วมมือ การล่วงละเมิดทางเพศเด็กนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือได้ว่าเป็นปัญหาของสังคมไปทั่วโลก ผู้กระทำความผิดมาจากหลากหลายประเทศและการแสวงหาประโยชน์ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายไร้พรหมแดน   ดังนั้น การบัญญัติกฎหมายที่สอดคล้องกันเป็นสากล จะสามารถช่วยให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลก ซึ่งช่วยกันต่อสู้และกำจัดอาชญากรรมได้เสียก่อน รวมทั้งช่วยเหลือและปกป้องเด็กด้วย

ในฐานะที่เป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่ผ่านกฎหมายสำคัญนี้ ประเทศคุณยังเป็นตัวอย่างสำคัญ และสร้างแรงบันดานใจให้กับประเทศอื่นๆซึ่งขณะนี้เราเห็นประเทศมาเลเซียได้ทำตามประเทศไทยแล้ว

พวกเราได้มีโอกาสชื่นชมการนำเสนอของประเทศไทยในการประชุมของผู้นำระดับสูงขององค์การ สหประชาชาติซึ่งจัดโดยกลุ่มไชลด์ฮูดเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และแสดงให้เห็นว่าในอนาคตประเทศไทย จะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายเนื่องด้วยเหตุนี้ ในการประชุมระดับสูงได้มีการกล่าวถึงความสำเร็จของเป้าหมายในการพัฒนาที่ยั่งยืนเกี่ยวกับเด็กโดย ด็อกเตอร์กิตติพงศ์กิตติยารัก ผู้อำนวยการสถาบันยุติธรรมของประเทศไทย และพลตำรวจเอกชัชวาล สุขสมจิตร ซึ่งเป็นตัวแทนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้กล่าวถึงพัฒนาการของประเทศไทย ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองเด็กในกฎหมายของประเทศไทย.

ระบบกระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กโดยบทบัญญัติของกฎหมาย ที่มีความชัดเจนและรุนแรงจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่ บทบัญญัติของกฎหมายจะมีประสิทธิภาพได้เมื่อมีการนำเอา บทบัญญัติของกฎหมายนั้น ไปบังคับใช้ สิ่งเหล่านี้ต้องการความตระหนัก,ความรู้และการอุทิศตน ดังนั้นดิฉันมีความดีใจเป็นอย่างมาก เมื่อได้มาร่วมการสัมมนาในวันนี้ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านทั้งหลายมีภารกิจผูกพันและพร้อมที่จะปกป้องคุ้มครองเด็ก ในการปฏิบัติงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย

หลักการสำคัญที่บ่อยครั้งถูกอ้างถึงการตอบสนองปัญหาอย่างถูกต้อง เกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กดังนี้

“เด็กจะต้องอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นจากตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดสรุปในช่วงท้ายของกระบวนการ” คำพูดนี้ฟังดูเหมือนเรียบง่ายแต่ที่น่าเสียใจที่มันไกลเกินกว่าความจริง ในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศของพวกเราเอง เราจะเห็นกรนีศึกษา ที่กระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายไม่ได้ฟังเด็กอย่างเหมาะสมและที่ปล่อยให้เด็กบอบช้ำยิ่งขึ้น นอกจากนั้นในหลายประเทศศูนย์พิทักษ์เด็กช่วยสร้างการแก้ไขปัญหาอย่างเพื่อนที่ไว้ใจที่เป็นมิตรต่อเด็ก โดยเริ่มจากการสร้างศูนย์ช่วยเหลือเด็กที่รู้จักในชื่อบาร์นาฮัส ที่ซึ่งเด็กถูกกระทำอย่างบอบช้ำในการล่วงละเมิดจะได้มาพบเจอกับสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมกับการรักษาทางการแพทย์และทางสังคม หลักการที่สำคัญของ บาร์นาฮัส คือเด็กควรจะต้องบอกเล่าเรื่องนาวของพวกเขาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเพียงครั้งเดียวในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับเด็ก การดำเนินการเช่นนี้ได้ความโดยทีมสาวิชาชีพที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลางช่วยกันรับรองเด็กและเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิด ว่าเค้าจะไม่ถูกถามย้ำอีกจากระบบกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ฉันรู้ว่าความคิดริเริ่มดังกล่าวมีอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน และฉันจะติดตามการพัฒนาด้วยความคาดหวังอย่างมาก

จากที่เริ่มต้นมาจนกระทั่งเวลานี้พวกท่านทุกคนมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องปฏิบัติคือพวกเราจะทำยังไงที่จะทำให้เด็กซึ่งได้รับความเจ็บปวดจากการล่วงละเมิดสามารถเปลี่ยนมุมมองของเขาได้ เช่นเดียวกับการช่วยเหลือเด็กที่ผิดพลาดยิ่งจะนำไปสู่ความบอบช้ำอีกครั้งของเด็ก ทางที่ดีที่สุดคือการช่วยให้เด็กในการรักษาฟื้นฟู และพัฒนา เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้ซึ่งมีการ ปรับตัวได้ง่ายหรือเรียกว่ามีความยืดหยุ่น แต่เราต้องใช้จากการฟังการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน ในการเผชิญปัญหาของเด็กที่ได้รับความเจ็บปวดจากการล่วงละเมิดนั้น พวกเราจะไม่ใช้เพียงสมองเท่านั้นแต่เราจะต้องใช้หัวใจเพื่อช่วยพวกเขาด้วยเด็กเหล่านี้ต้องการความรู้สึกว่าพวกเราสนใจเอาใจใส่พวกเขา.

สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย ท่านทั้งหมดมีโอกาสและความรับผิดชอบหน้าที่ของการเป็น ผู้ใหญ่ที่จะต้องใช้ทั้งสมองและหัวใจสำหรับเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ พวกคุณสามารถเป็นอีกแรงพลังให้กับพวกเขา

ดิฉัน ขอจบและทิ้งบทสรุปของดิฉันเองเป็น ข้อคิดไว้

-การล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นอาชญากรรมร้ายแรงเหมือนเป็นปัญหาระดับประชาคมโลก

-ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่ดีทั้งหมด

-แต่ที่สำคัญที่สุดมันเป็นอาชญากรรมที่ป้องกันได้

ดังนั้น ท่านสตรีและท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย ให้เราได้ทำงาน!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *